เชียร์ 51

ข่าวเด็ด

วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2551

การปกครองประเทศต่างๆ

วันนี้ทางผู้เขียน จะนำการปกครองของประเทศต่างๆมาให้ท่านผู้ชบรับทราบกันนะครับ มีหลากหลายแนวนะครับ





เริ่มแรกที่ประเทศทางตะวันออกกลางเลยนะครับ คือ ประเทศอิหร่าน




สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน






ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งประกาศใช้เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) และแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) กำหนดให้อิหร่านเป็นสาธารณรัฐอิสลาม โดยมีโครงสร้างดังนี้ครับ


ประมุขสูงสุด (Rahbar)


ประมุขสูงสุดของอิหร่านคนปัจจุบันคือ อาลี คาเมเนอี Ayatollah Seyed Ali Khamenei (เกิดเมื่อ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2482) เป็นผู้นำสูงสุดทั้งฝ่ายศาสนาจักรและอาณาจักร ได้รับเลือกโดยสภาผู้ชำนาญการ(Assembly of Expert ประกอบด้วยสมาชิก 360 คน ซึ่งได้รับเลือกโดยตรงจากประชาชนและจากนักบวชอาวุโสในศาสนาอิสลามทั่วประเทศ)

ประธานาธิบดี (Ra'is-e Jomhoor)
เป็นตำแหน่งที่ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทุก ๆ 4 ปี และจะได้รับเลือกตั้งได้ไม่เกิน 2 สมัย ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายบริหาร ถึงแม้ประธานาธิบดีจะได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนก็ตาม แต่อาจถูกถอดถอนจากตำแหน่งโดยประมุขสูงสุดได้ นั่นก็คือ Rahbar สามารถถอดถอน ประธานาธิบดีได้ครับ


โดยประธานาธิบดี อิหร่านคนปัจจุบันก็คือ Mahmoud Ahmadinejad ครับ

รองประธานาธิบดี
มีตำแหน่งรองประธานาธิบดี 6 คน และคณะรัฐมนตรี 20 คน ที่ได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (Majlis)
ประกอบด้วยสมาชิกที่ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทุก ๆ 4 ปี จำนวน 290 คน ทำหน้าที่ออกกฎหมายและควบคุมฝ่ายบริหาร


เมื่อก่อนหน้าที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของอิหร่านจะมี Upper House คล้ายๆ สว บ้านเราหล่ะครับ แต่เปลี่ยนใหม่เป็น สภาผู้พิทักษ์ (Guardian Council) ประกอบด้วยสมาชิก 12 คน โดยประมุข สูงสุดจะแต่งตั้งจากนักบวชผู้เชี่ยวชาญทางศาสนาอิสลาม 6 คน และจากสภา Majlis 6 คน สภานี้ทำหน้าที่กลั่นกรองและให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายที่ผ่านสภา Majlis แล้ว รวมทั้งพิจารณาว่า กฎหมายฉบับใดขัดต่อรัฐธรรมนูญและ/หรือหลักศาสนาอิสลามหรือไม่ รวมทั้งมีอำนาจตรวจสอบคุณสมบัติและให้ความเห็นชอบผู้ที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีและสมาชิกสภา Majlis ด้วย


ส่วนในฝ่ายตุลาการก็จะมี สภาตุลาการสูงสุด (Supreme Judicial Council) ทำหน้าที่ฝ่ายตุลาการตัดสินคดีต่างๆครับ


การแบ่งเขตการปกครองของอิหร่าน ประเทศอิหร่านแบ่งออกเป็น 30 จังหวัด (provinces - ostanha) แต่ละจังหวัดปกครองโดยผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งมาจากการแต่งตั้ง (استاندار: ostāndār)


ก็ผ่านไปสำหรับเรื่องของการปกครองของอิหร่านนะครับซึ่งถือได้ว่า เป็นรัฐศาสนา ครับ



ประเทศต่อไปนะครับ คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นชาติมหาอำนาจชาติหนึ่งของโลกเลย






ชื่อประเทศ ชื่อเต็ม United States of America เรียกว่า สหรัฐอเมริกา
ชื่อย่อ United States เรียกว่า สหรัฐฯ อักษรย่อ US หรือ USA
ระบอบการปกครอง สหพันธรัฐ (Federal Republic); แบบประชาธิปไตย โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขและเป็นหัวหน้ารัฐบาล (Chief Executive) ภายใต้รัฐธรรมนูญ
เมืองหลวง กรุงวอชิงตัน (Washington,D.C.)
ประทศสหรัฐก็จะมีการแบ่งการปกครอง ประกอบด้วย 50 มลรัฐและ 1 District (District of Columbia ซึ่งเป็นที่ตั้งของ กรุงวอชิงตัน) ได้แก่ Alabama, Alaska (เป็นมลรัฐที่ใหญ่ที่สุด), Arizona, Arkansas, California, Colorado, Connecticut, Delaware, District of Columbia, Florida, Georgia, Hawaii, Idaho, Illinois, Indiana, Iowa, Kansas, Kentucky, Louisiana, Maine, Maryland, Massachusetts, Michigan, Minnesota, Mississippi, Missouri, Montana, Nebraska, Nevada, New Hamshire, New Jersey, New Mexico, New York, North Carolina, North Dakota, Ohio, Oklahoma, Oregon, Pennsylvania, Rhode Island (เป็นมลรัฐที่เล็กที่สุด), South Carolina, South Dakota, Tennessee, Texas, Utah, Vermont, Virginia, Washington, West Virginia, Wisconsin, Wyoming



เขตการปกครองอื่น ๆ American Samoa, Baker Island, Guam, Howland Island, Jarvis Island, John Atoll, Kingman Reef, Midway Islands, Navassa Island, Northern Mariana Islands, Palmyra Atoll, Puerto Rico, Virgin Islands, Wake Island


ระบบกฎหมาย อยู่บนรากฐานของกฎหมายจารีตประเพณีของอังกฤษ
สิทธิในการเลือกตั้ง อายุ 18 ปีขึ้นไป
ประมุขของประเทศ นาย George Walker Bush เป็นประธานาธิบดี คนที่ 43 และหัวหน้ารัฐบาล เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2548 สังกัดพรรครีพับริกัน และมีนาย Richard B. Cheney เป็นรองประธานาธิบดี
โครงสร้างทางการเมือง


สหรัฐฯ มีพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค คือ พรรครีพับลิกัน (Republican) และพรรคเดโมเเครต (Democrat)
การปกครองแบบสหพันธรัฐ แบ่งแยกอำนาจออกเป็น 3 ฝ่าย ภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แต่ละฝ่ายได้รับเลือกในลักษณะที่แตกต่างกัน และมีการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน (checks and balances) ดังนี้
ฝ่ายบริหาร มีประธานาธิบดีเป็นประมุข ได้รับเลือกจากการเลือกตั้งทั่วไป ร่วมกับรองประธานาธิบดีทุก 4 ปี ในวันอังคารแรกของเดือนพฤศจิกายน ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งผ่านคณะผู้เลือกตั้ง ( Electoral College ) จำนวน 538 คน ดำรงตำแหน่งไม่เกิน 2 สมัย สมัยละ 4 ปี ประธานาธิบดีจะเป็นผู้ร่างรัฐบัญญัติต่อรัฐสภา และทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้ทำสนธิสัญญาต่างๆ ตลอดจนแต่งตั้งผู้พิพากษา เอกอัครราชทูตและตำแหน่งต่างๆของฝ่ายบริหารตั้งแต่ระดับรองผู้ช่วยรัฐมนตรี (Deputy Assistant Secretary) ขึ้นไป


ฝ่ายนิติบัญญัติ ประกอบด้วย 2 สภา คือ
วุฒิสภา มีสมาชิกจากแต่ละมลรัฐ มลรัฐละ 2 คน รวมเป็น 100 คน ดำรงตำแหน่งสมัยละ 6 ปี โดยสมาชิกจำนวน 1 ใน 3 ครบวาระทุก 2 ปี วุฒิสภามีอำนาจให้ความเห็นชอบหรือปฎิเสธบุคคลที่ประธานาธิบดีแต่งตั้ง รวมทั้งคณะรัฐมนตรี และให้สัตยาบันสนธิสัญญา รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาโดยตำแหน่ง (President of the Senate) คือนาย Richard B. Cheney หัวหน้าฝ่ายเสียงข้างมาก (Majority Leader)ในวุฒิสภา ได้แก่ นาย Bill First (R-Tennessee) หัวหน้าฝ่ายเสียงข้างน้อย (Minority Leader) ได้แก่ นาย Thomas A. Daschle (D-South Dakota)
สภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิก 435 คน แบ่งตามสัดส่วนของประชากรในมลรัฐ คือ ประชากร 575,000 คน ต่อ สมาชิก 1 คน ดำรงตำแหน่งสมัยละ 2 ปี ประธานสภา (Speaker of the House) ได้แก่ นาย Dennis Hastert (R-Illinois) ผู้นำเสียงข้างมาก คือ นาย Tom DeLay (R-Texas) ส่วนผู้นำเสียงข้างน้อย คือ นาย Nancy Pelosi (D-California)

ฝ่ายตุลาการ ประกอบด้วย ศาลชั้นต้น (Circuit Court) ศาลอุทธรณ์ (Appeal Court)และศาลฎีกา (Supreme Court) ศาลฏีกามีอำนาจที่จะล้มเลิกกฎหมายใดๆและการปฏิบัติการของฝ่ายบริหารที่ได้วินิจฉัยแล้วว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในการแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งมีทั้งหมด 9 คนนั้น ประธานาธิบดีเป็นผู้เสนอชื่อและวุฒิสภาเป็นผู้ให้การรับรอง และดำรงตำแหน่งได้โดยไม่มีการกำหนดวาระ


นี่ก็เป็นข้อมูลคร่าวๆ ในการปกครองของประเทศสหรัฐเมริกา มหาอำนาจโลก ขั้วหนึ่งครับ



มาดูกันต่อที่ประเทศในเอชียของเราบ้างนะครับ ประเทศญี่ปุ่น นั่นเองครับ








รูปแบบการปกครองของประเทศญี่ปุ่นนะครับ ระบอบเสรีประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยมีรัฐสภาเป็นสถาบันสูงสุดของรัฐ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล นอกจากนี้ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้มีการบัญญัติไว้ว่าสมเด็จพระจักรพรรดิทรงเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ มิใช่องค์ประมุขและไม่มีอำนาจในการบริหารประเทศ
รัฐธรรมนูญ ประกาศใช้เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2490 (ค.ศ. 1947) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ประมุข สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ (His Majesty Emperor Akihito)
นายกรัฐมนตรี นายชินโซ อาเบะ (Shinzo Abe) (หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย - LDP) เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 26 กันยายน 2549 (ตอนนี้ได้ประกาศลาออกอย่างเป็นทางการแล้วนะครับ)ST@politicss
รมต. ต่างประเทศ นายทาโร อะโซ (Mr. Taro Aso) เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 26 กันยายน 2549 (รับตำแหน่งรมต.
ต่างประเทศครั้งแรกเมื่อ 31 ตุลาคม 2548) คนที่เป็นที่คาดหมายว่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปครับ
รัฐสภา เรียกชื่อว่า “สภาไดเอท” ประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) ซึ่งมีสมาชิก 480 คน
มาจากการเลือกตั้งทั่วประเทศมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี และวุฒิสภา (House of Councillors) ซึ่งมีสมาชิก 242 คน
มีวาระในการดำรงตำแหน่ง 6 ปี โดยเลือกตั้งจำนวนครึ่งหนึ่งสลับกันไปทุก 3 ปี
-ประธานสภาผู้แทนราษฎร (Speaker of the House of Representatives) นายโยเฮ โคโนะ (Yohei Kono)
- ประธานวุฒิสภา (President of the House of Councillors) นางจิคาเกะ โอกิ (Chikage Oogi)



การปกครองท้องถิ่น ญี่ปุ่นแบ่งเขตการปกครองท้องถิ่นออกเป็น 47 จังหวัด (Prefecture) ซึ่งรวมกรุงโตเกียว (Tokyo Metropolis) ด้วย การปกครองส่วนท้องถิ่นภายในจังหวัดแยกออกเป็น นคร เมือง และหมู่บ้าน ยกเว้นกรุงโตเกียวที่มีเขตการปกครอง เฉพาะในส่วนใจกลาง 23 เขต นอกเหนือไปจากเขตชานกรุง ซึ่งประกอบด้วย 27 นคร 5 เมือง และ 8 หมู่บ้าน รัฐบาลญี่ปุ่นได้พยายามกระจายอำนาจการปกครองไปสู่ท้องถิ่น โดยผู้ว่าราชการจังหวัด นายกเทศมนตรีของนครขนาดใหญ่ ของเมืองและของหมู่บ้านตลอดจนสมาชิกสภาส่วนท้องถิ่นทุกระดับมาจากการเลือกตั้ง
การเลือกตั้ง สภาผู้แทนราษฎรมีการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อ 11 กันยายน 2548 วุฒิสภามีการเลือกตั้งครั้งล่าสุด เมื่อ 11 กรกฎาคม 2547 โดยจะมีการเลือกตั้งครั้งต่อไปจำนวนครั้งหนึ่ง (141 คน) สมาชิกครึ่งหนึ่ง ในทุก 3 ปี เเละจะมีการเลือกตั้งใหม่ในช่วงกลางปี 2550


พรรคการเมือง พรรคการเมืองที่สำคัญ ได้แก่


พรรคเสรีประชาธิปไตย ( Liberal Democratic Party : LDP) เป็นพรรคแกนนำรัฐบาล มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร
294 ที่นั่ง (สตรี 26 คน) ในวุฒิสภา 111 ที่นั่ง (สตรี 12 คน) หัวหน้าพรรคคือนายชินโซ อาเบะ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี


พรรคนิว โคเมโต (New Komeito) เป็นพรรคร่วมรัฐบาล มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 31 ที่นั่ง (สตรี 4 คน) ในวุฒิสภา
24 ที่นั่ง (สตรี 5 คน) หัวหน้าพรรคคือนายฮากิฮิโร โอตะ (Akihiro Ota)


พรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Democratic Party of Japan : DPJ : Minshuto) แกนนำฝ่ายค้าน มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 113 ที่นั่ง (สตรี 10 คน) ในวุฒิสภา 82 ที่นั่ง (สตรี 11 คน) หัวหน้าพรรคคือนายอิจิโร โอซาวา (Ichiro Ozawa)


พรรคสังคมประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Social Democratic Party of Japan : SDP) เป็นพรรคฝ่ายค้าน มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 7 ที่นั่ง (สตรี 2 คน) ในวุฒิสภา 6 ที่นั่ง (สตรี 1 คน) หัวหน้าพรรคคือนางมิซูโฮะ ฟูคุชิมา (Mizuho Fukushima)


พรรคคอมมิวนิสต์ (Japan Communist Party - JCP) เป็นพรรคฝ่ายค้าน มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 9 ที่นั่ง (สตรี
2 คน) ในวุฒิสภา 9 ที่นั่ง (สตรี 3 คน) หัวหน้าพรรคคือนายคาซึโอะ ชิอิ (Kazuo Shii)




สำหรับประเทศใกล้เคียงประเทศไทยอีกประเทศนึงก็คือ ประเทศจีน ครับ




การเมือง
(1) การเมืองการปกครอง
ในระบอบการปกครองของจีนพรรคคอมมิวนิสต์จะเป็นผู้กำหนดนโยบายทุกด้านให้รัฐบาลไปปฏิบัติ (รัฐบาลจึงไม่ใช่องค์กรกำหนดนโยบาย) โดยจีนมีนโยบายภายในที่สำคัญ ดังนี้
1.1 เน้นการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเปิดประเทศเพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ และกำหนดเป้าหมายให้ GDP เพิ่มขึ้นอีก 4 เท่าตัว และทำให้จีนสร้างความกินดีอยู่ดี “เสี่ยวคาง” แก่คนจีนในระดับเดียวกับประเทศที่กำลังพัฒนาในระดับกลาง ภายในปี 2563 (ค.ศ. 2020) ในขณะเดียวกัน ก็ต้องแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของระดับการพัฒนาระหว่างภาคตะวันออกกับภาคตะวันตก ซึ่งอาจนำมาซึ่งปัญหาการเมือง สังคม ความแตกแยกของชนชาติที่รุนแรง จึงได้กำหนดให้พัฒนาภาคตะวันตกไปในเวลาเดียวกันด้วย
1.2 จีนเน้นการปฏิรูปทางการเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในขณะเดียวกัน เพื่อลดกระแสกดดันการเรียกร้องให้ปฏิรูปการเมือง ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนประเมินแล้วว่าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในระยะ 10 ปีข้างหน้า นายเจียง เจ๋อหมิน อดีตประธานาธิบดีจีน จึงได้เสนอหลักการ 3 ตัวแทนขึ้นมาและบรรจุลงไปในธรรมนูญของพรรค หลักการ 3 ตัวแทน จะสามารถลดแรงกดดันของกลุ่มนายทุนใหม่และนักวิชาการเรื่องปฏิรูปการเมืองได้ โดยพรรคคอมมิวนิสต์เปิดกว้างให้คนเหล่านี้เข้าไปมีส่วนร่วมในพรรคและการบริหารประเทศได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ จีนได้เริ่มปล่อยให้การปกครองระดับท้องถิ่นในระดับตำบลและเมือง (อำเภอ) มีการเลือกตั้งโดยอิสระแล้วตั้งแต่ปี 2538
หลักการสามตัวแทน ได้กำหนดให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นตัวแทนใน 3 ด้าน คือ
(1) ด้านการผลิต โดยดูแลการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
(2) ด้านวัฒนธรรม โดยดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีของจีน และนำวัฒนธรรมอื่นที่ดี
มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ
(3) เปิดให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นตัวแทนของประชาชนทุกชนชั้น
กล่าวคือ ได้เปิดให้กลุ่มนายทุนและนักธุรกิจ ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่
พรรคกำหนดเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค และมีส่วนร่วมทางการเมืองเพิ่มขึ้น
ถือเป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของพรรคจากตัวแทนเชิงปฏิวัติ หรือตัวแทน
ของชนชั้นแรงงาน เป็นตัวแทนเชิงบริหาร หรือตัวแทนของประชาชนทุกชนชั้น
(2) พรรคคอมมิวนิสต์จีน
สาธารณรัฐประชาชนจีนปกครองในระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์มีพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งมีสมาชิกประมาณ 68 ล้านคน (สถิติปี 2547) เป็นสถาบันทางการเมืองที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายด้านต่างๆ ของประเทศอย่างเบ็ดเสร็จตามแนวทางลัทธิมาร์กซ์-เลนิน ความคิดของอดีตประธานาธิบดีเหมา เจ๋อตง ทฤษฎีการสร้างสรรค์สังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์แบบจีนของเติ้ง เสี่ยวผิง รวมถึงทฤษฎีสามตัวแทนที่ได้รับการบรรจุเข้าในธรรมนูญของรัฐเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2545 โดยรัฐบาลและรัฐสภามีหน้าที่คอยปฏิบัติตามมติและนโยบายที่พรรคกำหนดโดยยึดหลักประชาธิปไตยรวมศูนย์ (Democratic Centralism) ตามธรรมนูญพรรค กำหนดให้มีการประชุมสมัชชาพรรคแห่งชาติ (Party Congress) ทุก 5 ปี นับตั้งแต่ได้มีการจัดตั้งพรรคขึ้นในปี 2464 จนถึงปัจจุบัน พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้จัดให้มีการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์แล้วรวมทั้งสิ้น 16 ครั้ง โดยได้จัดประชุมสมัชชาพรรคสมัยที่ 16 ไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2545 ซึ่งนายหู จิ่นเทา ได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ คนปัจจุบัน (วาระ 5 ปี)
การเมืองภายในจีนยังคงมีเสถียรภาพภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เมื่อวันที่ 8-14พฤศจิกายน 2545 ได้มีการประชุมสมัชชาพรรคสมัยที่ 16 ซึ่งมีการถ่ายโอนอำนาจจากผู้นำรุ่นที่ 3 ซึ่งมีนายเจียง เจ๋อหมิน เป็นแกนนำ ไปยังรุ่นที่ 4 ซึ่งมีนายหู จิ่นเทา เป็นแกนนำ
ที่ประชุมได้แต่งตั้งนายหู จิ่นเทา เป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน สืบแทนนายเจียง เจ๋อหมิน พร้อมทั้งแต่งตั้งสมาชิกถาวรประจำกรมการเมือง (Members of Standing Committee of the Political Bureau of the Central Committee of CPC) อีก 8 คน ถือได้ว่าบุคคลทั้ง 9 คนนี้ เป็นผู้ที่มีความสำคัญทางการเมืองระดับสูงสุดของจีน
ระหว่างวันที่ 5-18 มีนาคม 2546 ได้มีการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติสมัยที่ 10 ขึ้น ในการประชุมครั้งนี้ได้มีการสรุปผลการบริหารประเทศในช่วง 5 ปี พร้อมทั้งแต่งตั้งผู้นำรัฐบาลชุดใหม่ โดยได้แต่งตั้งให้ นายหู จิ่นเทา เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นประธานาธิบดี (สืบแทนนายเจียง เจ๋อหมิน) และนายเวิน เจียเป่า เป็นนายกรัฐมนตรี (สืบแทนนายจู หรงจี) ในขณะที่ นายเจียง เจ๋อหมิน ยังคงดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทหารพรรคคอมมิวนิสต์จีนต่อไปอีกสมัย
ต่อมา ในการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 4 ของสมัชชาพรรคสมัยที่ 6 ระหว่างวันที่ 16-19 กันยายน 2547 ได้อนุมัติให้นายหู จิ่นเทา ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทหาร (สืบแทนนายเจียง เจ๋อหมิน) โดยจะมีผลเมื่อได้รับความเห็นชอบจากสภาประชาชนในเดือนมีนาคม 2548
ผู้นำจีน
สมัชชาพรรคสมัยที่ 16 ได้คัดเลือกบุคคลเป็นสมาชิกกรมการเมืองจำนวน 25 คน (เพิ่มจากเดิม 3 คน) และสมาชิกกรมการเมือง 25 คนนี้ ได้เลือกตั้งสมาชิกถาวรประจำกรมการเมือง (Standing Committee of the Political Bureau of the Central Committee) จำนวน 9 คน (เพิ่มขึ้นจากเดิม 2 คน) เรียงตามลำดับอาวุโส ได้แก่
(1) นายหู จิ่นเทา (Hu Jintao)
(2) นายอู๋ ปางกั๋ว (Wu Bangguo)
(3) นายเวิน เจียเป่า (Wen Jiabao)
(4) นายเจี่ย ชิ่งหลิน (Jia Qinglin)
(5) นายเจิง ชิ่งหง (Zeng Qinghong)
(6) นายหวง จวี๋ (Huang Ju)
(7) นายอู๋ กวานเจิ้ง (Wu Guanzheng)
(8) นายหลี่ ฉางชุน (Li Changchun)
(9) นายหลัว ก้าน (Luo Gan)


นี่ก็เป็นข้อมูลคร่าวสำหรับประเทศที่พัฒนาขึ้นเป็นมหาอำนาจโลก คู่คี่กับ ประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ครับ



ประเทศสุดท้ายในคราวนี้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหล่ะครับ บ้านเราเอง ครับ ประเทศไทย

รูปแบบการปกครอง: ปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน: พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร(พระนามเดิมพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช)

การเมืองการปกครอง
เดิมประเทศไทยมีการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนกระทั่งวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรไ ด้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปัจจุบันประเทศไทยปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยแบ่งอำนาจเป็นสามฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ โดยฝ่ายบริหารจะมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาลซึ่งมากจากการแต่งตั้ง ฝ่ายนิติบัญญัติ ได้แก่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งมาจากการแต่งตั้ง และฝ่ายตุลาการ คือ ศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครองซึ่งมาจากการปฏิรูปทางเมืองจึงเกิดศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ
เมืองหลวง: กรุงเทพมหานคร (Bangkok)


และเขตการปกครอง 76 จังหวัด ปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา


รัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ


ระบบกฎหมาย: อิงระบบกฎหมายแพ่ง ซึ่งได้รับอิทธิพลจากฎหมายจารีตประเพณีของอังกฤษ;
ได้รับสิทธิในการเลือกตั้ง: อายุ 18 ปี; ให้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง แก่พลเมืองทั้งมวล
ฝ่ายบริหาร:

ผู้นำรัฐบาล: นายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรี , คณะรัฐมนตรี (Council of Ministers) หมายเหตุ: มีคณะมนตรีที่ปรึกษา (Privy Council) ด้วยเช่นกัน การเลือกตั้ง: ไม่มี, การสืบสันตติวงศ์; นายกรัฐมนตรีได้รับการแต่งตั้งจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร; หลังจากการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว, หัวหน้าพรรคที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมได้มักจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี
ฝ่ายนิติบัญญัติ: bicameral National Assembly หรือรัฐสภา ประกอบด้วยวุฒิสภา 150 คน สภาผู้แทนราษฏร 480 คน
ฝ่ายตุลาการ: ศาลฎีกา (ผู้พิพากษาแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์)



และนี่ก็เป็นรูปแบบการปกครองของชาติต่างๆ ที่ทางเรานำมาจัดให้ท่านผู้ชมได้ทราบกันพอสังเขปนะครับ สำหรับท่านผู้ชมคนใดที่ต้องการทราบข้อมูลประเทศอื่นก็สามารถ ส่งคำขอมาได้ที่ บล็อกของเรานะครับ หรือทาง E-mail : Titanic_duty@hotmail.com ครับ


ที่มาของภาพ จาก Google

บทความ ข้อมูล Wikipedia http://www.apecthai.org
Post By
Mr.Nuttachai Nalampang ID 5131601061
Section 1

ทุกอย่างเข้าแผนของพรรคอำมาตยธิปัตย์หมด หนอนที่เขาปล่อยไปฝังตัวตามกลุ่มผู้สนับสนุนทักษิณแต่ละกลุ่มเริ่มแตกแยกกันเอง

พอดีผมเข้าไปเจอบทความบทความนึง ที่น่าคิดนะครับ เลยนำมาให้ท่านผู้ชมดู พอดีแวะเข้าเวปพันทิพย์มาเลยหยิบยกมาฝาก


บทความมีอยู่ว่า

ทุกอย่างเข้าแผนของพรรคอำมาตยธิปัตย์หมด หนอนที่เขาปล่อยไปฝังตัวตามกลุ่มผู้สนับสนุนทักษิณแต่ละกลุ่มเริ่มแตกแยกกันเอง

"มีการปล่อยข่าวลวงข่าวหลอกกันให้มั่วไปหมด สถานีวิทยุออนไลน์ที่สนับสนุทักษิณที่มีหลายเว็บ(แตกกันตั้งแต่ต้นแล้ว)ให้ข้อมูลข่าวสารต่างกัน สับสนกันไปหมด ไม่รู้ข้อมูลข่าวสารไหนจริงไหนเท็จกองเชียร์ที่สนับสนุนทักษิณเริ่มสับสนท้อแท้ เริ่มหันปากมาด่ากันเอง บางเว็บมีการปล่อยข่าวลวงเรื่องหักหลังทักษิณให้คน พปช.ด่ากันเองสุดท้ายพรรค พปช.คงต้องแตกสลาย และทักษิณก็คงต้องเคว้งคว้างอยู่ต่างประเทศไปอีกนานแสนนานพรรคอำมาตยาธิปัตย์ก็จะได้ครองอำนาจรับใช้อำมาตย์อย่างเต็มตัวต่อไปนานเท่านานหนอนที่ฝ่ายอำมาตยาธิปัตย์ปล่อยมาครั้งนี้ทำงานเข้าเป้าได้อย่างดี หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการปล่อยหนอน 2 ตัว(เท่าที่ปรากฏทางสื่อ)
หนอนอย่างเตมูจิน ไทกรที่ปล่อยมานั้นทำงานผิดพลาดไม่ได้ผลเท่าที่ควรผู้ที่สนับสนุนทักษิณจะปล่อยให้ทุกอย่างเสื่อมสลายลงไปๆๆๆอย่างน่าเสียใจอย่างนั้นหรือ?
จะมานั่งชี้หน้าโทษกันเองกันไปกันมาอย่างนี้หรือ?
ไม่น่าจะเป็นทางออกที่ถูกต้องนะครับผมว่ามันไม่ได้ประโยชน์อะไรนะครับ อย่าไปหลงเชื่อหนอนทั้งหลายที่ออกมาก่อการชี้นำก่อน ขอให้หนักแน่นกันเข้าไว้ครับ อย่าให้หนอนหลอก "

อ่านข้อความจากต้นฉบับได้ที่ http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P6995954/P6995954.html

ท่านผู้ชมคิดอย่างไรกับบทความที่ทางเรายกประเด็นมานะครับ ลองมาตีความหาความหมายร่วมกันได้นะครับ

Post by

Mr.Nuttachai Nalampang ID 5131601061 Section 1


อดีต สสร.ตอกหน้า “สามเกลอ” แจงการสอนหนังสือของ “จรัญ” ไม่ผิด รธน.

นายเสรี สุวรรณภานนท์
อดีต สสร. 50 “เสรี สุวรรณภานนท์” แจงข้อกฎหมาย ตอกหน้า “สามเกลอ” ชี้ การสอนหนังสือ ถือเป็นการบริการทางวิชาการ ไม่ใช่การดำเนินธุรกิจเพื่อหวังผลกำไร ดังนั้นการเอากรณีสอนหนังสือของ “จรัญ ภักดีธนากุล” ไปเปรียบเทียบกับ การเป็นพิธีกรรายการของ “หมัก” จึงทำไม่ได้
หลังจากรายการความจริงวันนี้ ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ที่ดำเนินรายการโดยนายวีระ มุสิกพงษ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ร่วมด้วยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี โดยผู้ดำเนินรายการทั้ง 3ได้ตั้งข้อสงสัยว่านายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อาจมีคุณสมบัติขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 207 และ 209 เนื่องจากไปดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์พิเศษ รับจ้างสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชน
รวมถึงยังเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนหลายแห่ง ซึ่งน่าจะมีลักษณะต้องห้ามคล้ายกับกรณีของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง กรณีไปรับจ้างเป็นผู้ดำเนินรายการชิมไปบ่นไปนั้น
วันนี้ (13 ก.ย.) นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) 50 กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า แม้ทั้ง 2 กรณีจะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่ในข้อเท็จจริงแล้วแตกต่างกัน เพราะเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญระบุให้เห็นได้ว่า การสอนหนังสือ ถือเป็นเสรีภาพทางวิชาการ ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 50 ให้การรับรองไว้ว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพทางวิชาการ การศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการ ดังนั้นการสอนหนังสือดังกล่าวจึงเป็นลักษณะ ของอาจารย์พิเศษ ไม่ใช่ลูกจ้าง
ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐธรรมนูญจะครอบคลุมไปถึงการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเอกชน ที่มีจุดมุ่งหมายทางธุรกิจด้วยหรือไม่ นายเสรี กล่าวว่า ถึงแม้จะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแต่ก็เป็นสิทธิเสรีภาพทางวิชาการเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เพราะการทำหน้าที่สอนหนังสือไม่ได้มีเป้าหมายจะทำเป็นธุรกิจมุ่งหาผลกำไร
วิเคราะห์
ดูเหมือนว่าทางพรรคพวกของท่านผู้มีจมูกอันงดงามและพรรคพวกของอดีตท่านผู้นำจะใช้คดีนี้ในการโจมตีกลับ(counter-strike)ตุลาการศาลแต่ดูเหมือนว่าจะยังหาเหตุผลไม่หนักแน่นพอ
ขอขอบคุณแหล่งข่าวจากhttp://news.adintrend.com/?group=politics
โดย นายรวมเลิศ สุภานันท์ 5131601165

“พลังแม้ว”พร้อมเคาะชื่อ“หน.ลูกกรอก”คนใหม่จันทร์นี้



“ส.สมพงษ์” เผย พปช.เตรียมลงมติเลือกตัวนายกฯ คนใหม่ จันทร์ที่ 15 ก.ย.นี้ หลังพรรคร่วมมีท่าทียอมรับ “3 ส.” ก่อนแถลงกับพรรคร่วม 16 ก.ย. “วรวัจน์”เมินพันธมิตรฯ ต้าน อ้างต้องเดินหน้ารักษาระบอบประชาธิปไตย

วันนี้(13ก.ย.) นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า ในวันที่ 15 กันยายนนี้พรรคพลังประชาชนจะลงมติหาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และแจ้งให้พรรคร่วมรัฐบาลทราบก่อนที่จะมีการแถลงข่าวร่วมกันในวันที่ 16 กันยายนนี้

นายสมพงษ์ กล่าวว่า พรรคร่วมรัฐบาลได้แจ้งมาแล้วว่า ไม่ขัดข้อง หากผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะเป็น 1 ใน 3 ส. คือนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี และนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อย่างไรก็ตาม ทางพรรคพลังประชาชนจะเสนอชื่อนายสมพงษ์จริงหรือไม่นั้น นายสมพงษ์ ได้หัวเราะ แล้วกล่าวว่า เข้าใจผิดหรือเปล่า ตอนนี้ยังไม่ทราบและยังไม่ใช่ เป็นการประเมินกันไป ยังไม่ได้คุยกันอย่างเป็นทางการ ชื่อคนที่จะรับตำแหน่งก็อยู่ใน 3 ส.นั่นแหละ วันจันทร์ก็จะได้ข้อยุติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ แกนนำพลังประชาชนและส.ส.ภาคเหนือของพรรค นำโดยอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เช่น นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายสรอรรถ กลิ่นประทุม นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา นายสุธรรม แสงประทุม และนายเสริมศักดิ์ พงษ์พาณิชย์ รวมทั้งนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ในฐานะแกนนำภาคเหนือ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำกลุ่มเพชรบูรณ์ แนวร่วมกลุ่มเพื่อนเนวินได้ทยอยเดินทางไปยังที่ทำการพรรค อาคารไอเอฟซีที ถนนเพชรบุรี ตั้งแต่ช่วงสาย เพื่อหารือและสรรหาผู้ที่เหมาะสมจะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค ที่ประกาศไม่รับตำแหน่ง

นายวรวัจน์ กล่าวว่า การหารือครั้งนี้เป็นการพูดคุย เพื่อประเมินสถานการณ์ทางการเมือง หลังจากที่นายสมัครจะไม่เป็นนายกรัฐมนตรี โดยต้องหารือว่า แกนนำพรรคคนใดเหมาะสม และต้องประเมินถึงสถานการณ์ทั้งหมดว่าจะทำอย่างไรให้สังคมเกิดความสงบลง และทำให้ระบบขับเคลื่อนต่อไปได้ ส่วนการตัดสินใจนั้น เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง โดยบุคคลในกลุ่ม “ 3 ส.” คือบุคคลที่เหมาะสมที่สุด แต่จะเป็นใครคงต้องประเมินสถานการณ์และความเหมาะสมเป็นหลัก แต่ยอมรับว่า ไม่ว่าจะเป็นท่านใดขึ้นมาเป็นผู้นำในช่วงนี้ก็จะมีระยะเวลาไม่นานในการแก้ปัญหา เพราะมีปัญหารออยู่เต็มไปหมด

ส่วนกรณีที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศจะชุมนุมต่อไป โดยไม่ยอมรับชื่อของ 3 ส.นั้น นายวรวัจน์ กล่าวว่า การตัดสินใจของพรรคพลังประชาชนพร้อมรับผิดชอบต่อประชาชน โดยจะคงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย วันนี้คนที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำคนใหม่ของพรรคจะต้องประสานทุกฝ่าย แต่ก็ยอมรับว่าไม่มีทางที่เราจะไปพูดคุยกับฝ่ายที่ตั้งป้อมที่จะไม่เอาคนจากพรรค เรารู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ ดังนั้นสิ่งที่พันธมิตรฯ ยื่นข้อเสนอมาเราไม่สามารถรับฟังได้

วิเคราะห์

จากข่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าไม่ว่าใครในพรรคพปช.ได้มาเป็นนายกคนใหม่ก็ไม่ช่วยให้กลุ่มพันธมิตรจะสลายตัวไปได้ดังนั้นต้องมีการปรับความเข้าใจระหว่างนักการเมืองกับกลุ่มพันธมิตร

ขอขอบคุณแหล่งข่าวจากhttp://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000108702

โดย นายรวมเลิศ สุภานันท์ 5131601165



อนุพงษ์ต่อสายตรงทักษิณ เบื้องหลังล้มโหวตสมัครรีเทิร์น

สื่อข่าวรายงานว่า ความพลิกผันของสถานการณ์การเมือง นำไปสู่การล้มโหวตนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 ก.ย. สืบเนื่องมาจากเมื่อกลางดึกวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา หลังจากที่พรรคพลังประชาชนมีมติเสนอชื่อนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ทำให้บรรดานายทหารระดับสูงหลายคนไม่สบายใจ เกรงจะเกิดแรงต่อต้านที่รุนแรงและนำไปสู่วิกฤติความขัดแย้งที่หนักหน่วงขึ้นไปอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกได้โทรศัพท์สายตรงไปหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อแจ้งความไม่สบายใจพร้อมกับระบุด้วยว่า สถานการณ์ จะไปไม่รอดหากเสนอชื่อนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีอีก หลังจากนั้นหลายฝ่ายได้ประสานงานกัน เริ่มจากนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เดินทางไปร่วมหารือกับนายบรรหาร ศิลปอาชา ที่บ้านซอยจรัญสนิทวงศ์ 55 โดย มีแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆด้วย ทุกฝ่ายเห็นพ้องกันที่จะสนับสนุนพรรคพลังประชาชน แต่มีเงื่อนไขว่าต้องไม่ใช่นายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี จึงประสานไปยังแกนนำพรรคพลังประชาชนที่คัดค้านนายสมัครว่า จะไม่เข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้เลื่อนโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีออกไปเป็นวันพุธที่ 17 ก.ย.ดังกล่าว



ที่มา : ไทยรัฐ


นาย สุวิทย์ แก้วเข้ม 5131601202

วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2551

อย่าซ้ำเติมสถานการณ์ นะจ๊ะ !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

พอดีผู้เขียนไปเห็นบทความๆ นึง จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และก็เห็นว่าดี จึงเอามาฝากท่านผู้ชมหล่ะครับ น่าอ่านจิงๆนะครับลองชมครับ


การที่นายสมัคร สุนทรเวช ต้องพ้นจากตำแหน่งในทันที กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ที่หลุดจากตำแหน่งตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ อันเนื่องมาจากการจัดรายการชิมอาหาร “ชิมไปบ่นไป” คอการเมืองอาจมองว่าเข้าลักษณะปลาตายน้ำตื้น แม้แต่ นายสมัครเองก็อาจจะคาดไม่ถึง เพราะเคยถามว่า “แค่ทำกับข้าว” จะต้องถึงกับพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเชียวหรือ?

ทันทีที่สิ้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โฆษกพรรคพลังประชาชนประกาศว่า จะเลือกนายสมัครกลับมาเป็นนายกฯอีก โดยอ้างว่าไม่ได้กระทำผิดร้ายแรง ไม่ใช่การทุจริต เป็นบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้อง และยอมรับไม่ได้ แต่จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ถือว่าการกระทำอันต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 เข้าลักษณะผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งนักวิชาการถือว่าเป็นการทุจริตรูปแบบหนึ่ง

เรื่องนี้จึงไม่ใช่ “แค่ทำกับข้าว” เพราะเป็นการกระทำการอันต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่ว่าด้วย “การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์” ศาลรัฐธรรมนูญอธิบายว่าเป็นบทบัญญัติที่ป้องกันรัฐมนตรีไม่ให้กระทำ อันจะก่อให้เกิดสถานการณ์ขาดจริยธรรม มีการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ ในลักษณะที่ประโยชน์ส่วนตัวจะได้มาจากการเสียไปซึ่งประโยชน์สาธารณะ

ในรัฐธรรมนูญส่วนนี้ นอกจากมาตรา 267 แล้ว ยังมีอีกหลายมาตรา มีมาตราหนึ่ง ซึ่งเป็นข่าวบ่อยครั้ง ได้แก่มาตรา 269 ห้ามรัฐมนตรีถือหุ้นในบริษัทเกิน 5% เคยทำให้ รัฐมนตรีหลุดจากตำแหน่งไปแล้วหลายคน เจตนารมณ์ที่สำคัญ คือป้องกันไม่ให้รัฐมนตรีใช้อำนาจหน้าที่ เอื้อประโยชน์ให้แก่ธุรกิจของครอบครัว แต่บางคนก็เลี่ยงกฎหมายด้วยการโอนหุ้นให้บุตร หรือคนใช้

ใครก็ตาม ไม่ควรโทษรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นอันขาด โทษว่าเป็นกับดักที่มุ่งเล่นงานนักการเมืองบางพรรค เป็นการเฉพาะเจาะจง เพราะความจริงบทบัญญัติที่ห้ามรัฐมนตรีมีตำแหน่งในบริษัทเอกชน หรือเป็นลูกจ้างเอกชน มีอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญ 2540 เพียงแต่ว่านักการเมืองไม่ได้ใส่ใจ เพราะในอดีตไม่มีใคร เอาเรื่องเอาราว เนื่องจากองค์กรตรวจสอบถูกแทรกแซงจนเป็นอัมพาต

จะกลายเป็นเรื่องที่น่าเศร้าอย่างยิ่ง ถ้าพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ เลือกนายสมัครกลับไปเป็นนายกฯอีก เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญได้ทำคุณูปการแก่ บ้านเมือง ด้วยการแปรวิกฤติให้เป็นโอกาส ให้นายสมัครพ้นจากนายกรัฐมนตรี โดยไม่เสีย หน้ามากเหมือนการลาออก และเปิดโอกาสให้แก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองโดยสันติ จึงไม่ควรปิดประตูรับโอกาส

พรรคการเมืองจึงควรใช้โอกาสนี้ ร่วมกันแสวงหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย อย่าได้คิดตอบโต้ศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยการเลือกคนเดิมกลับไปอีก เพราะจะซ้ำเติมวิกฤตการณ์ให้ทรุดหนัก จนยากที่จะแก้ไขได้โดยสันติ ถ้ายังมีความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองโปรดฟังคำเตือนของสภาอุตสาห-กรรมฯ ที่ว่า ถ้าปล่อยให้วิกฤติยืดเยื้อ เศรษฐกิจจะเสียหายไม่ต่ำกว่า 6 แสนล้านบาท.

ร่วมคิด

อย่างที่ผู้เขียนได้เขียนมานั้นจะเห็นได้ว่า อดีตนายกสมัครไม่ควรมานั่นเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอีก เนื่องจากมีความผิด จริง แล้ว พรรคการเมืองจึงควรใช้โอกาสนี้ ร่วมกันแสวงหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด ในการสร้างความสามัคคีในชาติได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องยากก็ตาม

ที่มา http://www.thairath.co.th/news.php?section=politics01&content=103804


สร้างสรรค์โดย

Mr.Nuttachai Nalampang ID 5131601061
Mr.Nattapon Pintasan ID 5131601065

School of Law

Section 1



ท่านคิดยังไรกับการเมืองในปัจจุบันนี้

ป้ายกำกับ