เชียร์ 51

ข่าวเด็ด

วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2551

แผลเก่า 'แม้ว' สตง.รื้อเงินกู้ประเคนเขมร


พบแผลเก่าซ้ำรอยปล่อยกู้พม่า สตง.คุ้ยสอบทักษิณปูพรมพัฒนาเกาะกงล่วงหน้า รับกระแสข่าวเข้าซื้อที่ดินทำเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์แลกเขาพระวิหาร พบมีมติ ครม.สั่งเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ฮุน เซน 2,167 ล้านบาท ทำใจดีเสนอดอกเบี้ยต่ำแค่ 1.5 พ่วงให้เปล่า แต่เอาเงินภาษีประชาชนไปแบกรับส่วนต่างดอกเบี้ย 30 ปี ข้องใจบริษัทรับเหมารายใหญ่ได้งานประมูลถูกต้องหรือไม่ เปิดหนังสือสำนักงบฯ อ้างต้องทำเพราะแม้วให้นโยบายเอาไว้

อัปยศ! อ้างนิรโทษโกงปรองดอง



พลังประชาชนยังไม่สำเหนียก อ้างเพื่อความสมานฉันท์ หาช่องนิรโทษกรรมให้โจรปล้นชาติ อัปยศ! ถึงขั้นชูเป็นกฎหมายปรองดองแห่งชาติ ล้างความผิดให้พันธมิตรฯ ด้วย "ประชา" ลั่นหากเพื่อน ส.ส.เอาด้วยเตรียมยื่นเข้าสภา "จิ๋ว" ติง "แม้ว" ระบุกระบวนการยุติธรรมเป็นกระบวนการที่ถือดุลให้สังคม "ในหลวง" ทรงมอบความรับผิดชอบนี้ให้ เชื่อประเทศจะสงบเพราะตัวการไม่อยู่แล้ว อัยการตั้งทีมล่าผู้ร้ายข้ามแดน นักวิชาการถอดรหัส "ไม่ใช่วันของผม" คือส่งสัญญาณล้างแค้น

วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2551

<<<ทักษิณ กับการลี้ภัย ! >>>




สวัสดีผู้ชมทุกท่านนะครับ วันนี้ทางทีมงาน ก็ได้มาทักทาย ด้วยเรื่อง "ทักษิณ กับการลี้ภัย !"



หลังจากที่ พันตำรวจโท ดร. ทักษิณ ชินวัตรได้แถลงการณ์ถึงเหตุผลในการออกนอกประเทศไปอาศัยในประเทศอังกฤษในวันที่ 11 สค ที่ผ่านมา ซึ่งมีข้อความดังนี้



"ก่อนอื่น กระผมต้องกราบขอประทานอภัยต่อคณะผู้พิพากษาที่ดินรัชดาฯ รวมถึงพี่น้องประชาชนผู้สนับสนุนผมทุกท่าน ที่ผมและภรรยาได้เดินทางไปยังประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศที่ยึดหลักการประชาธิปไตยเหนือสิ่งอื่นใด และไม่ได้ไปรายงานตัวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมและครอบครัว พร้อมกับบุคคลผู้ใกล้ชิด เป็นผลพวงต่อเนื่องมาจากความต้องการขจัดผมออกจากการเมือง ด้วยความพยายามลอบสังหาร นอกจากนี้ ยังตามมาด้วยการปฏิวัติรัฐประหาร แต่งตั้งคณะบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์มาดำเนินคดีเฉพาะตัวผมและครอบครัว
ร่างรัฐธรรมนูญที่สืบทอดอำนาจเผด็จการ แต่งตั้งบุคคลที่สนับสนุนการปฏิวัติรัฐประหาร ทั้งทางตรงและทางอ้อม เข้าไปเป็นกรรมการในองค์กรต่างๆ เพื่อดำเนินการกับผม
เมื่อมีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเลือกพรรคพลังประชาชน ที่ผู้สมัครส่วนมากมาจากพรรคไทยรักไทยเดิม ให้กลับคืนมาทำหน้าที่แทนของพวกเขา ผมคิดว่าเหตุการณ์คงจะดีขึ้น ผมคงมีโอกาสได้กลับไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และได้รับความเป็นธรรม จึงได้เดินทางกลับมาประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 แต่เหตุการณ์กลับยิ่งเลวร้ายลง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวผมและครอบครัวเป็นเสมือนผลไม้ ที่เกิดจากต้นไม้ที่เป็นพิษ ผลของมันก็ย่อมเป็นพิษตามไปด้วย นั่นก็คือยังคงมีการสืบทอดระบอบเผด็จการในการจัดการการเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตย ตามมาด้วยการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยเอาผลลัพธ์ที่อยากจะได้เป็นตัวตั้ง เพื่อจัดการกับผมและครอบครัว ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้ถือว่าเป็นศัตรูทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงระบบกฎหมาย ระบบข้อเท็จจริง และการสอบสวนดำเนินคดีตามหลักนิติธรรมสากล ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายว่าด้วยพยานหลักฐาน การบังคับใช้กฎหมายที่เป็นผลย้อนหลัง ไม่ยอมใช้หลักนิติธรรม และหลักนิติรัฐ ผมและครอบครัวได้ถูกดำเนินการอย่างไม่เป็นธรรมเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง
การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และการใช้ระบบ 2 มาตรฐานที่เห็นได้อย่างชัดเจน ทำให้ผมและครอบครัว พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ยังเทียบไม่ได้กับการที่ระบบยุติธรรมของประเทศ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ที่มีเกียรติ มีความน่าเชื่อถือ สั่งสมมาเป็นเวลานานต้องเสื่อมลง เพราะถูกนำมาใช้ทางการเมืองจนขาดความเป็นกลาง ซึ่งเป็นผลเสียหายต่อประเทศอย่างใหญ่หลวง
นอกจากนี้ ผมได้รับข่าวสารตลอดว่า ชีวิตของกระผมไม่ปลอดภัยในการเดินทางไปไหนมาไหน จึงต้องใช้รถกันกระสุน นี่คือผลที่ได้รับจากการเข้ามาทำงานรับใช้ประเทศ ราชบัลลังก์ และประชาชน ด้วยความทุ่มเททำงานอย่างหนักมาตลอด เกือบ 6 ปีที่ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ผมจึงต้องขออภัยอีกครั้งหนึ่ง ที่ต้องตัดสินใจมาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ และขอยืนยันว่า



1. ผมและครอบครัว มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และราชวงศ์ทุกพระองค์ อย่างหาที่สุดมิได้ แม้ว่าจะมีผู้จงใจใส่ร้ายมาโดยตลอด



2. ถึงแม้ผมไม่ใช่คนดีสมบูรณ์แบบ แต่ผมขอยืนยันว่า ผมไม่ได้เลวอย่างที่ถูกกล่าวหา เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ผมจะแถลงความจริงในทุกท่านทราบ วันนี้ยังไม่ใช่วันของผม ขอให้ผู้สนับสนุนอดทนอีกนิดหนึ่งครับ

3. หากผมยังมีวาสนา ผมจะขอกลับมาตายบนผืนแผ่นดินไทย เฉกเช่นคนไทยทุกๆ คน


ด้วยความเคารพรัก


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"


ประเด็นนี้จะเป็นเหตุที่ลี้ภัยทางการเมืองเพื่อรอดพ้นจากคดีต่างๆ หรือ .... เป็นตามคำกล่าวของคุณ "ทักษิณ"
ที่มา www.thairath.co.th
จัดทำโดย นายณัฐชัย ณ ลำปาง ID 5131601061

วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ระวังเผด็จการรัฐสภา!

คนไทยส่วนใหญ่คงจะหายใจโล่ง ไปอย่างน้อยก็ชั่วระยะหนึ่ง เมื่อพรรคพลังประชาชนลดท่าทีที่แข็งกร้าว จากที่เคยประกาศว่าจะเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในทันทีที่เปิดประชุมรัฐสภา แต่ในที่สุดก็ได้เลื่อนเวลาออกไป เป็นหลังวันที่ 18 สิงหาคม โดยอ้างว่า เพื่อรอผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากสภา เพื่อไม่ให้ถูกกล่าวหาว่าแก้รัฐธรรมนูญโดยพลการ
แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะเป็นกฎหมาย สูงสุดของประเทศ แต่ก็สามารถแก้ไขเพิ่มเติม ได้ ดีกว่าฉีกทิ้ง คณะผู้ร่างหรือ ส.ส.ร.อ้างว่า รัฐธรรมนูญ 2550 เขียนไว้ให้สามารถแก้ไขได้ง่ายขึ้น แต่มีปัญหาว่าสมควรแก้ไขเมื่อใด ต้องดูสถานการณ์บ้านเมืองประกอบด้วย เพื่อไม่ให้เป็นการราดน้ำมันเข้าใส่กองเพลิง ปัญหาต่อไปจะแก้ไขอย่างไร ควรฟังเสียงประชาชนหรือไม่? และจะแก้ไขเพื่อใคร?
เกี่ยวกับจังหวะเวลาในการแก้ไข มีหลายฝ่ายออกมาเตือนว่าสถานการณ์บ้าน เมืองในปัจจุบัน ที่เกิดความขัดแย้งทางการเมือง จากการแบ่งขั้วแบ่งฝักฝ่ายน่าเป็นห่วงว่าถ้าหากรัฐบาลดึงดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยไม่ฟัง เสียงคัดค้านจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย อาจนำไปสู่ การเผชิญหน้าและเหตุการณ์รุนแรง อาจร้ายแรงกว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ถึงขั้นกลียุคมิคสัญญี
ส่วนวิธีการแก้ไข แม้รัฐบาลจะ มั่นใจว่าจะสามารถหาเสียงข้างมาก เพื่อสนับ สนุนการแก้ไขได้ แต่อย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบัน เป็นฉบับแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ผ่านการออกเสียงประชามติ ด้วยคะแนนเสียงกว่า 14.7 ล้านเสียง มากกว่าคะแนนเสียงที่พรรค พลังประชาชนได้รับในการเลือกตั้งระบบสัดส่วน เป็นการเลือกพรรคโดยตรง ซึ่งได้ไป 12 ล้านกว่าเสียง
เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านประชามติด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น จึงน่าจะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ผ่านสื่อ หรือเวทีสาธารณะ การออกเสียงประชามติ เป็นต้น แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุด จะแก้ไขในประเด็นใดบ้าง เพราะที่ผ่านๆมา แม้จะอ้างว่าแก้ไขเพื่อประชาชน เพื่อให้เป็นประชาธิปไตย แต่กลับถูกมองว่าแก้เพื่อส่วนตัว
ที่ผ่านมา มีการกล่าวยํ้าถึงความ จำเป็นที่จะแก้ไขมาตรา 237 เพื่อหนีการยุบพรรคมาตรา 309 เพื่อลบล้างความผิดของนักการเมือง ที่เป็นพรรคพวกและนายใหญ่ ต่อมาพูดถึงมาตรา 190 ว่าเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของรัฐบาล แต่ไม่เคยพูดถึงประเด็นที่ขัดหลักการประชาธิปไตย เช่น ที่มาของ ส.ว. และไม่ได้พูดถึงมาตรการใหม่ๆ ที่จะป้องกันไม่ให้องค์กรตรวจสอบถูกแทรกแซงครอบงำ
ตรงกันข้าม กลับมีการรณรงค์ เพื่อถอดถอนองค์กรอิสระต่างๆ และการลดอำนาจฝ่ายตุลาการ คล้ายกับว่าจะกลับคืนสู่ สถานการณ์ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งมีการกล่าวหาว่ามีการครอบงำองค์กรอิสระ ต่างๆ และปล่อยให้มีการทุจริตคอรัปชันอย่างกว้างขวาง เป็นประชาธิปไตยที่ไม่มีการตรวจสอบ ไม่ใช่ “ประชาธิปไตยสมดุล” แต่เป็นประชาธิปไตยที่เรียกว่า “เผด็จการรัฐสภา”

จัดงานเฉลิมพระชนมพรรษายิ่งใหญ่

เมื่อวันที่ 3 ส.ค. เวลา 08.30 น. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการสนทนาประสาสมัคร ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และสถานีวิทยุกระจายเสียงในเครือข่ายของกรมประชาสัมพันธ์ ว่า วันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรม ราชินีนาถ ซึ่งตรงกับวันที่ 12 ส.ค.ของทุกปี โดยในปีนี้รัฐบาลจะจัดงานที่มีชื่อว่า “งานศิลป์แผ่นดิน” จะจัดขึ้นในวันที่ 10-12 ส.ค.นี้ ที่บริเวณลานพระราชวังดุสิต และลานพระบรมรูปทรงม้า ภายหลังจากที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้เป็นสถานที่จัดงานดังกล่าว โดยงานนี้มีท่านผู้หญิงวิลาวัลย์ วีรานุวัติ เป็นประธานมูลนิธิเฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับสำนักนายกรัฐมนตรี มีตนเป็นประธานกรรมการอำนวยการ ทั้งนี้ แนวทางในการจัดงานดังกล่าวประกอบด้วย การจัดอาคารจำลองเฉลิมพระเกียรติพระราชประวัติของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ในทุกด้าน และจัดจำหน่ายสินค้าศิลปาชีพจากทุกร้านโครงการหลวง ศูนย์อาคารครัวสวนจิตรลดา ก็จะมีการจัดแสดงอาหาร โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงจัด “ครัวสมเด็จ” ที่ทรงพระราชทานจัดแสดงอาหาร ตนก็จะมีครัวของตน และก็มีครัวหมึกแดงมาร่วมจัดแสดงอาหารด้วย ส่วนบนเวทีก็จะมีการแสดงศิลปวัฒนธรรม

วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ปชป.ตอกลิ่มรัฐบาลไร้เอกภาพ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการเมืองหลังปรับ ครม.ใหม่ ซึ่งมีเสียงวิจารณ์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังมีอิทธิพลอยู่ว่า วันนี้ทุกอย่างก็ยังต้องเดินไปข้างหน้า หวังว่านายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะหาทางที่จะทำให้รัฐบาลเดินหน้าได้ด้วยความเชื่อมั่น ด้วยความมีเอกภาพ และทำงานให้เป็นที่ยอมรับ การเมืองก็อยู่ตรงนี้ ส่วนบทบาทของใคร ที่ไหน อย่างไร จะมีมากน้อยแค่ไหนก็ตาม หากรัฐบาลทำงานสำเร็จ การเมืองก็เป็นบวกกับรัฐบาล แต่ถ้ารัฐบาลทำงานโดยไม่มุ่งแก้ไข ปัญหาของประชาชน บ้านเมืองจะมีปัญหายืดเยื้อออกไปเรื่อยๆ

เผย “สุวิทย์” เพิ่งติดโผยื่นถอดถอน

น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าการตั้งอนุกรรมการพิจารณาไต่สวน ครม.ทั้งคณะข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กรณีออกมติ ครม.สนับสนุนการลงนามแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกว่า ได้ขอเอกสารที่เกี่ยวข้องจากเลขาธิการ ครม.และกระทรวงการต่างประเทศไปแล้ว คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะได้เอกสารมาศึกษา จากนั้นคณะอนุกรรมการจะดูว่าเอกสารที่ได้มามีความสมบูรณ์เพียงพอหรือไม่ จะต้องเรียกพยานบุคคลมาให้ปากคำเพิ่มเติมหรือไม่ จะเร่งดำเนินการให้เสร็จโดยเร็ว ล่าสุดมีผู้ยื่นเรื่องให้ถอดถอนนายสุวิทย์ คุณกิตติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุตสาหกรรม ต่อ ป.ป.ช.แล้ว หลังจากที่คำร้องเรียนเรื่องการถอดถอน ครม.ทั้งคณะของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก่อนหน้านี้ไม่มีชื่อของนายสุวิทย์ร่วมอยู่ด้วย

“เลี้ยบ” โบ้ย ป.ป.ช.ไม่แนะนำเรื่องหุ้น

สำหรับกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา จะยื่นหนังสือให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบข้อมูลการถือหุ้นของนางปราณี สืบวงศ์ลี ภรรยาของ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและ รมว.คลัง ที่เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนบุคคลและคณะบุคคล 9 แห่ง รวมมูลค่า 1.7-1.8 ล้านบาทนั้น นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า เคยแสดงบัญชีทรัพย์สินให้ ป.ป.ช.รับทราบไปแล้วเมื่อวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา รายละเอียดแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ 1. หุ้นที่มีอยู่ในบริษัทจำกัด มูลค่าประมาณ 30 ล้านบาท ได้โอนหุ้นให้นิติบุคคลบริหารจัดการทรัพย์สินไปดำเนินการต่อ 2. หุ้นที่ถืออยู่ในห้างหุ้นส่วนบุคคลและคณะบุคคลมูลค่า 1.7-1.8 ล้านบาท ในการจัดตั้งครั้งแรกมีการถือหุ้นเพียง 2 คน และไม่ได้มีการตีมูลค่าเป็นหุ้นไว้ จึงไม่สามารถจำหน่ายหุ้นออกตามกฎหมายแพ่งได้ แต่เรื่องดังกล่าวได้ชี้แจงให้ ป.ป.ช.รับทราบแล้วในคราวเดียวกับเมื่อวันที่ 6 มี.ค. เพื่อขอรับทราบแนวทางในการดำเนินการในส่วนนี้ต่อไป แต่ ป.ป.ช.ไม่ได้แนะนำหรือให้ข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์เลย จึงไม่ทราบว่าต้องดำเนินการอย่างไร

“กรณ์” ได้ทีจี้เสียสละไขก๊อก

ขณะที่นายกรณ์ จาติกวนิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รู้สึกแปลกใจที่เรื่องนี้เพิ่งถูกพูดถึง เพราะใครๆก็รู้ว่า นพ.สุรพงษ์และภรรยามีหุ้นส่วนในบริษัทบอดี้เชพ ซึ่งเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ นพ.สุรพงษ์ ควรลาออกตั้งแต่โดนคดีหวยบนดิน และยิ่งโดนกรณีนี้ยิ่งต้องแสดงความเสียสละ เพราะตำแหน่ง รมว.คลังเป็นตำแหน่งที่ต้องไร้มลทิน เพราะมีตำแหน่งสำคัญที่รองจากนายกรัฐมนตรี นพ.สุรพงษ์ควรให้เกียรติประชาชน ให้ โอกาสเศรษฐกิจและประเทศด้วยการลาออกจากตำแหน่งอย่างเต็มภาคภูมิ ยังมีบุคคลที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้อยู่ คงไม่ต้องรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติรัฐมนตรี ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นรัฐมนตรีที่มีความเคลือบแคลงใจของสังคม

ที่มาhttp://www.thairath.co.th/news.php?section=politics&content=99034

ท่านคิดยังไรกับการเมืองในปัจจุบันนี้

ป้ายกำกับ