เชียร์ 51

ข่าวเด็ด

วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2551

“สื่อเทศ” โหมข่าวประชามติ “หมัก” แหล! สาปแช่งตกเก้าอี้


สื่อทั่วโลกประโคมข่าว พันธมิตรฯ ชุมนุมยืดเยื้อเพื่อขับไล่รัฐบาลหอกหักโดยยึดหลักอสิงหา ประณามจัดทำประชามติเมื่อสายเสียแล้ว ไม่เชื่อมั่นในความโปร่งใส ชี้อนาคตสมัครลาออกสถานเดียว
วันนี้ (5 ก.ย.) สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษ ยังคงเกาะติดสถานการณ์การชุมนุมประท้วงในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดคือเรื่องที่รัฐบาลจะทำประชามติหาทางออกให้กับปัญหา โดยนายโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซีระบุว่า ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าการจัดทำประชามติในครั้งนี้จะช่วยคลี่คลายปัญหาในสังคมไทยที่แตกแยกออกเป็น 2 ขั้วได้อย่างไร โดยทุกอย่างขึ้นอยู่กับคำถามที่จะใช้ และความโปร่งใสในการลงประชามติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการซื้อเสียง
ขณะที่ นายเจมมี มัสเซิล รองประธานสมาคมเอเชีย ให้ความเห็นว่า การทำประชามติไม่ใช่ทางออกของปัญหาที่มีรากเหง้ามาจากการกล่าวหาอดีตนายกรัฐมนตรีว่าฉ้อราษฎร์บังหลวง
สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า แม้ว่ารัฐบาลจะมีมติให้มีการจัดทำการลงประชามติเกี่ยวกับอนาคตของรัฐบาล แต่อนาคตของนายสมัคร สุนทรเวช เวลานี้ยังคลุมเครือ ไม่มีทิศทางที่ชัดเจน
ขณะที่ นิตยสารเศรษฐกิจฟาร์อีสต์ อีโคโนมิกส์ รีวิว ฟันธงว่า ทางเดียวที่จะทำให้ประชาธิปไตยของประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้ ก็คือการที่นายกรัฐมนตรีต้องลาออก
วิเคราะห์
จากข่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าสื่อต่างประเทศคาดคะเนแล้วว่ารัฐบาลจะเป็นฝ่ายแพ้และการทำประชามติไม่อาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหรือกู้วิกฤตณ์ของรัฐบาล
ขอขอบคุณแหล่งข่าวจากwww.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000105220
โดย นายรวมเลิศ สุภานันท์ 5131601165

นศ.ประณาม “หมัก” ปากมอมตำหนิเข้าร่วมชุมนุมพันธมิตรฯ























วันนี้ (5 ก.ย.) บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในช่วงบ่าย กลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ปี 1 และคณะครุศาสตร์วิศวกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตเทเวศน์ ทยอยขึ้นเวทีปราศรัยโจมตี นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี พร้อมเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่ง หลังกล่าวตำหนินักศึกษาเข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ

ด้าน นายศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และแกนนำพันธมิตรฯ รุ่น 2 ขึ้นเวทีปราศรัย โดยยืนยันถึงการดำเนินการอย่างจริงจังกับมาตรการตัดน้ำ-ตัดไฟ เพื่อกดดันขับไล่นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้มีการดำเนินการไปแล้วเมื่อวานนี้ ที่กรมประชาสัมพันธ์ ซอยอารีย์ ประมาณ 3 ชั่วโมง ขณะที่ในช่วงเช้าในวันนี้ อาจจะมีการหยุดจ่ายน้ำในบางจุด และตัดไฟฟ้ากว่า 30 จุด ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ

วิเคราะห์
จากข่าวข้างต้นกรณีที่นิสิต-นักศึกษาออกมาร่วมกับพันธมิตรนั้นจะเห็นได้ว่าเป็นแค่กลุ่มเดียวเท่านั้นไม่ไช่ทั้งหมด และกรณีการตัดน้ำและตัดไฟตามข่าวโดยส่วนตัวแล้วผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งเพราะจะทำให้ประชาชนทั่วไปเดือดร้อนและส่งผลถึงการประกอบอาชีพอีกด้วย

ขอขอบคุณแหล่งข่าวจากhttp://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000105328

โดย นายรวมเลิศ สุภานันท์ 5131601165

วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2551

ทนอยู่ร่วมไม่ได้! เตชลาออก หมักยื้อไม่อนุมัติ


วัน เดียวกัน ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายธานี ทองภักดี รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวนายปกศักดิ์ นิลุบล เลขานุการ รมว.ต่างประเทศ ลาออกจากตำแหน่งว่า ทราบข่าวดังกล่าวจากคนรู้จักว่านาย ปกศักดิ์ลาออกจากตำแหน่งจริง

แต่ยังไม่เห็น หนังสือลาออกอย่างเป็นทางการ และไม่ทราบเหตุผลของการลาออกครั้งนี้ และไม่ทราบว่ายื่นลาออกตั้งแต่วันใด อย่างไรก็ตามเรื่องนี้นายเตช บุนนาค รมว.ต่างประเทศ คงทราบเรื่องแล้ว เพราะการลาออกต้องได้รับอนุญาตและลงนามโดยรมว.ต่างประเทศ
ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวนายเตชจะลาออกจากตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศด้วย นายธานีตอบว่า ยังไม่ ทราบข่าวนี้ มีแต่ผู้สื่อข่าวโทรศัพท์มาสอบถามเป็นจำนวนมากจนถึงขณะนี้ยังไม่มีอะไรที่ยืนยันได้ชัดว่านายเตชลาออกจริง

มีรายงานข่าวเพิ่มเติมว่า นายเตช บุนนาค รมว.ต่างประเทศ ได้ยื่นใบลาออกต่อนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แล้วเช่นกัน

โดยได้ยื่นผ่านนายสหัส บัณฑิตกุล รองนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่เวลา 17.00 น. แต่ ปรากฏว่านายสมัครไม่อนุมัติใบลาออกของนายเตช ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลาออกของนายเตชครั้งนี้ได้อ้างเหตุผลผ่านคนใกล้ชิดนายสมัครในทำนองว่า เป็น ห่วงภรรยาที่นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เกรงจะเกิดความเครียดจนส่งผลกระทบหรือเส้นเลือดฝอยแตก เพราะตั้งแต่นายเตชมารับตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ภรรยาก็มีอาการเครียดมาตลอด ทั้งนี้ นายเตชจะไม่เดินทางไปทำงานที่กระทรวงตั้งแต่วันที่ 4 ก.ย.เป็นต้นไป สำหรับนายเตชได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา


ส่วนการลาออกของนายปกศักดิ์ นิลุบล เลขานุการรมว.ต่างประเทศ มีการเปิดเผยเหตุผลของการลาออกว่าเป็นเพราะไม่พอใจนโยบายของนายกรัฐมนตรี

อย่าง ไรก็ตาม แกนนำพรรคพลังประชาชนประเมินกันว่าการลาออกของนายเตชถือเป็นแรงกดดันทางการ เมืองอีกทางหนึ่ง ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้เห็นภาพว่ารัฐบาลนายสมัครกำลังตกอยู่ภายใต้แรงกด ดันจากรอบด้าน และนับวันจะยิ่งเหลือหนทางต่อสู้เพื่อรักษาอำนาจยากขึ้น เรื่อยๆ ทั้งนี้ แม้นายสมัครยังไม่เซ็นอนุมัติใบลาออกของนายเตช แต่เชื่อว่าสุดท้ายคงไม่สามารถเหนี่ยวรั้งไว้ได้ อย่างไรก็ตาม หากนายเตชได้รับการอนุมัติให้ลาออกแล้ว ก็คงมีการมอบหมายให้นายสหัส ซึ่งเป็นรองนายกฯที่กำกับดูแลกระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่รักษาการแทนไปก่อน ซึ่งนายสหัสก็ไปขอใช้สถานที่ทำงานในที่กระทรวงการต่างประเทศมาก่อนหน้านี้ แล้วตั้งแต่ช่วงที่ กลุ่มพันธมิตรฯบุกยึดทำเนียบรัฐบาล


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โพสโดย กฤตย์ อิสสระพันธุ์ รหัส 5131601231

อังกฤษเตรียมบังคับเด็กมัธยมปลายห้ามลาออกก่อนอายุ 17 ปี



ลอนดอน 3 ก.ย. - เด็กอังกฤษที่จะเริ่มการศึกษาในระดับมัธยมปลายในสัปดาห์นี้เป็นเด็กกลุ่มแรกที่จะต้องปฏิบัติตามระเบียบห้ามลาออกก่อนมีอายุครบ 17 ปี และจะปรับขึ้นเป็น 18 ปีในปีหน้า ภายใต้มาตรการลดจำนวนเยาวชนเลิกเรียนกลางคันทั้งที่ยังมีคุณสมบัติไม่เหมาะสม
ทางการเตือนว่า จำนวนงานไร้ฝีมือในอังกฤษจะเหลือน้อยลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ส่งผลให้เยาวชนจำนวนมากตกงานหากไม่มีวุฒิการศึกษาหรือความเชี่ยวชาญด้านวิชาชีพ ปัจจุบันเยาวชนอังกฤษอายุ 16-18 ปีมีเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่เรียนหรือฝึกวิชาชีพเต็มเวลา ระเบียบใหม่นี้จะมีทางเลือกให้เด็กศึกษาต่อหรือฝึกวิชาชีพเมื่ออายุ 16 ปี จนกระทั่งอายุครบ 17 ปีจึงจะเลิกเรียนได้ สำหรับเกณฑ์ก่อนหน้านี้ที่ห้ามเด็กเลิกเรียนก่อนอายุ 16 ปีนั้นทางการอังกฤษใช้มาตั้งแต่ปี 2515
ทางการอังกฤษยังได้เปลี่ยนแปลงหลักสูตรการศึกษาอีกหลายอย่างที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เปิดภาคการศึกษาใหม่ในสัปดาห์นี้ ทำให้ครูใหญ่หลายคนบ่นว่ามีงานล้นมือ.

ขอบคุณข้อมูลจาก http://news.mcot.net/international/inside.php?value=bmlkPTUzNDgwJm50eXBlPXRleHQ=
โพสโดย น.ส.เกษศิณี กรกนก ID 5131601012

สื่อนอกอ้างนักวิเคราะห์ ชี้ “หมัก” มีแต่ “แพ้” หลังประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน


เอเจนซี - สื่อต่างชาติ ชี้ “หมัก” ประสบปัญหาในการกุมอำนาจและรักษาเก้าอี้ หลังประกาศภาวะฉุกเฉินที่ถูกเยาะเย้ยจากฝ่ายต่อต้านรัฐบาล พร้อมอ้างนักวิเคราะห์ระบุนายกรัฐมนตรีรายนี้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่มีแต่แพ้กับแพ้ สำนักข่าวเอพีรายงานว่าผู้ชุมนุมในวันนี้ (3) ยังคงนั่งอยู่ตามสนามหญ้าของทำเนียบรัฐบาล พวกเขารับฟังผู้ปราศรัยตำหนินายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช และประกาศอยู่ต่อจนกระทั่งเขาลาออกจากตำแหน่ง
นางศิรินันท์ ยศก้องกล้า นักธุรกิจหญิงวัย 45 ปี ให้สัมภาษณ์กับเอพี ว่า “พระราชกำหนดฉุกเฉินจบลงด้วยการดึงผู้ชุมนุมให้เพิ่มขึ้นมากกว่าจะสร้างความกลัวให้ผู้ประท้วง”
เอพีรายงานต่อว่า ขณะที่ สมัคร เมื่อวันอังคาร (2) พยายามหาทางระงับความไม่สงบระหว่างฝ่ายสนับสนุนและต่อต้านรัฐบาล อีกด้านหนึ่งเขาต้องประสบปัญหาเพิ่มเติม หลังคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติที่อาจนำไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชนและห้ามเขายุ่งเกี่ยวกับการเมือง
สมัคร บอกว่า เขาไม่มีทางเลือกเว้นแต่พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังจากสัปดาห์ความตึงเครียดทางการเมืองได้ระเบิดเข้าสู่จลาจลและการต่อสู่บนท้องถนนระหว่างผู้ประท้วงผู้มั่งมีในเมืองหลวงและฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่มาจากชนบท ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 รายและบาดเจ็บหลายสิบคน
พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินของเขา ได้ให้มอบอำนาจให้กับทหาร ห้ามประชาชนชุมนุม จำกัดเขตอาคารราชการ และห้ามสื่อมวลชนนำเสนอข่าวที่ยุยงความไม่สงบ
แต่คำแถลงที่แยกกัน พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกกล่าวว่า ทหารจะไม่ติดอาวุธ และจะปฏิบัติการเพียงกั้นการปะทะระหว่างผู้ประท้วงเท่านั้น
“ถ้าทหารต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง เราจะไม่ใช้กำลังและจะอยู่ข้างประชาชน” อนุพงษ์ กล่าว พร้อมปฏิเสธข่าวลือว่าทหารอาจก่อรัฐประหารยึดอำนาจอีกครั้ง “ถ้าทหารทำรัฐประหาร มันยิ่งจะสร้างปัญหาเพิ่มมากขึ้น”
นายธิตินันท์ พงษ์สิทธิรักษ์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “มันแค่ความสงบชั่วคราวและพายุลูกใหม่กำลังก่อตัวขึ้น”
“หลังของสมัคร พิงติดกำแพง” ธิตินันท์ กล่าว "ถ้าเขาบังคับใช้พระราชกำหนดฉุกเฉิน อาจมีความรุนแรงเพราะผู้ประท้วงไม่เคลื่อนที่ไปไหน แต่ถ้าเขาไม่บังคับใช้ จะมีนัยว่าประเทศอยู่ในภาวะอนาธิปไตย มันเป็นสถานการณ์ที่มีแต่แพ้กับแพ้ของนายสมัคร”

ขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9510000104363
โพสต์โดย น.ส.เกษศิณี กรกนก ID 5131601012
น.ส. วรรณิศา ธะนาคำ ID 5131601169
นาย ชาญภิวัฒน์ คำมะโนชาติ ID 5131601042

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2551

ทหารประชาธิปไตย

ในขณะที่เกิดวิกฤตการณ์ทาง การเมืองอยู่ในขณะนี้ หลายคนอาจจะสงสัยว่าทหารอยู่ที่ไหน? ทำไมจึงไม่ออกมาช่วยเหลือตำรวจ ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เรื่องนี้มีคำตอบจากผู้นำกองทัพ อันได้แก่ พลเอกบุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งมองว่า สถานการณ์ยังไม่ร้ายแรงถึงกับต้องใช้กำลังทหาร

ทหารไม่สามารถออกมาทำหน้าที่ ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ได้ในทันทีเหมือนกับตำรวจ เว้นแต่จะมีประกาศใช้กฎหมายพิเศษ เช่น กฎหมายการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร กฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือกฎอัยการศึก แต่ผู้นำกองทัพเห็นว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ “ฉุกเฉิน” และเชื่อว่ารัฐบาลและตำรวจ จะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้โดยไม่ใช้ความรุนแรง

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การ นำกำลังทหารออกมารักษาความสงบเรียบร้อย ตามท้องถนน มักจะบานปลายกลายเป็นการยึดอำนาจ หรือปฏิวัติรัฐประหาร ตามสถานการณ์ที่นำพาไป แถลงการณ์ของคณาจารย์ มหาวิทยาลัยดังของประเทศ จึงเรียกร้องให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยุติยุทธวิธีการเผชิญหน้า รัฐบาลต้องไม่ใช้กำลังปราบปราม และถอยคนละก้าว เพื่อป้องกันมิให้เกิดรัฐประหาร

ระดับผู้นำกองทัพได้ยืนยันมาโดยตลอดว่าทหาร จะไม่ปฏิวัติทั้งยังได้เตือนสติทุกฝ่ายอย่าได้มุ่งเอาชนะคะคานซึ่งกันและกัน ผบ.ทหารสูงสุดกล่าวถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตอนหนึ่งความว่า เอาชัยชนะไปทำอะไร เมื่อชนะแล้วไปอยู่ กับซากปรักหักพัง ไม่มีประโยชน์อะไร สิ่งปรักหักพังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าคนจิตใจพัง คนในชาติแตกแยก จิตใจสลายไม่มีประโยชน์อะไร

เหตุผลสำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้ ฝ่ายทหารไม่ต้องการทำรัฐประหาร ตามคำกล่าวของ ผบ.ทหารสูงสุด “เนื่องจากมีบทเรียนจากการปฏิวัติที่ผ่านมา” หมายถึงการยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ตามด้วยการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว และตั้งรัฐบาลชั่วคราว เพื่อปกครองประเทศ แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหา ทั้งในด้านการเมือง ทั้งยังทำให้เศรษฐกิจถดถอย

ไม่เฉพาะแต่รัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เท่านั้น ที่คณะรัฐ-ประหาร นอกจากจะล้มเหลวในการบริหารประเทศ เนื่องจากปัญหาของบ้านเมืองมีความซับซ้อนมากขึ้นแล้ว ยังล้มเหลวแม้แต่ในการสืบทอดอำนาจ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ คณะ รสช. ซึ่งพยายามใช้อำนาจรัฐประหารสืบทอดอำนาจ แม้จะประสบความสำเร็จระยะแรก แต่ ในที่สุดก็ล้มเหลวสิ้นเชิง

นับเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมยินดี ที่ ผบ.ทหารสูงสุดกล่าวว่า ทหารเดี๋ยวนี้ค่อนข้างจะเป็นประชาธิปไตย จึงเชื่อว่าจะไม่มีการรัฐประหาร ดังที่คณาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นห่วง ว่าจะนำชาติไปสู่หายนะ บทบาทสำคัญของทหารตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ คือการพิทักษ์ รักษาเอกราช อธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์ของชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย.

ที่มา http://www.thairath.com/news.php?section=politics01&content=102662

Post by Nuttachai Nalampang ID 5131601061

ท่านคิดยังไรกับการเมืองในปัจจุบันนี้

ป้ายกำกับ